วันพฤหัสบดีที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

When I meet U (yugbam) [2/2]










 
When I meet U – yugbam [part.yugyeom]
  

 
ข่าวลือที่มาจาก ความจริง ยังไงมันก็คือ ความจริง...
               
 
 

                ทำไม ทำไมล่ะ ทำไมเรื่องทั้งหมดต้องเป็นแบบนี้ ที่จริงต้องเป็นผมไม่ใช่เหรอ ผมเป็นมังเน่นะ ทำไมไม่เป็นผมล่ะ มันควรจะเป็นผมสิ ไม่ใช่แบมแบม ไม่ใช่อะไรก็ แบมแบม แบมแบมอย่างนั้น แบมแบมอย่างนี้ ทำไมทุกคนถึงสนใจแต่แบมแบมล่ะ ทำไม
                ผมที่เป็นเด็กใหม่ เข้ามาเป็นเทรนนี่ของเจวายพีด้วยการผ่านการประกวดเต้นที่ทางเจวายพีจัดขึ้น ผมดีใจมากรู้ไหมที่ความฝันของผมเป็นจริง กว่าจะขอแม่ไปประกวดได้และพอรู้ว่าผ่านต้องมาอยู่ที่นี้เป็นเทรนนี่ แม่เป็นห่วงผมแถบตาย กลัวผมจะเป็นอะไร กลัวว่าผมจะอยู่ยังไง เพราะผมยังเด็กอยู่นี่นา แต่พอรู้ว่าผมจะเป็นมังเน่ของเทรนนี่ทุกคน แม่ก็ห่วงผมน้อยลง เพราะแม่รู้ระบบการดูแลคนของที่นี้ ผมที่เข้าไปแล้วเป็นน้องเล็กสุดจะต้องได้รับการดูแลอย่างดีแน่ๆ แม่เลยอนุญาตให้ผมมา
                แต่ทำไมพอมาถึงทุกคนกลับพูดถึงแต่เด็กที่ชื่อแบมแบมให้ผมฟังกันล่ะ บอกว่าแบมแบมเป็นเทรนนี่ที่อายุเท่าผมแต่แก่เดือนกว่า มาอยู่ที่นี้ปีกว่าๆแล้ว ตัวเล็กๆน่ารักมากๆ ผมก็น่ารักนะถึงจะไม่ตัวเล็กก็เถอะ ทำไมไม่เห็นผมน่ารักน่าเอ็นดูล่ะ ที่จริงพวกพี่ๆก็เอ็นดูผมแหละ ไม่ใช่ไม่สนใจ แต่ทำไมเหมือนจะสนใจคนชื่อแบมแบมมากกว่าผมล่ะ ผมเป็นมังเน่นะ แต่สิ่งที่ทำให้ผมรับไม่ได้มาที่สุด คือประโยคที่หลุดออกมาจากรุ่นพี่ที่เคยอยู่ในคลาสเดียวกันกับผมเมื่อประมาณหนึ่งสัปดาห์ก่อน
                “ยูคยอม นายนี้เต้นเก่งจริงๆเลยนะ ทักษะก็ดี
                “อา... ขอบคุณครับ ผมเขินนิดๆนะเนี่ยที่ชมกันตรงๆแบบนี้
                “5555 นายนี้มันน่ารักจริงๆ แต่เห็นนายแล้วนึกถึงแบมแบมเลย
                “แบมแบม... ทำไมครับ
                “แบมแบมก็เต้นเก่งมากๆเลยนะสิ ตัวเล็กนิดเดียวเอง แต่เต้นสื่ออารมณ์ได้ดีมากเลยนะ ไม่คิดว่าตัวเล็กๆแบบนั้น จะทำได้แบบนี้ ตอนนี้เขาอยู่คลาสเต้นที่สูงกว่านายคลาสเดียวเอง อีกนิดเดียวนายก็เก่งเท่าแบมแบมแล้ว
                ผมอยากจะบอกฮยองว่าฮยองพูดโดยไม่คิดอะไร แต่ผมที่เป็นผมฟังนี่คิดเต็มๆเลยครับทำไมต้องเปรียบเทียบผมกับแบมแบมล่ะ เรื่องตัวเล็กเรื่องน่ารัก ยังไงผมก็สู้ไม่ได้อยู่แล้ว ผมไม่คิดอะไรหรอก แต่ทำไมเรื่องเต้นต้องมาเปรียบเทียบด้วย ผมก็พยายามในส่วนของผม ผมก็ทำได้ดีนะ หมอนั่นมันเก่งแค่ไหนผมยังไม่เคยเห็นเลยด้วยซ้ำ อาจจะแค่อยู่มานานกว่าก็ได้เลยได้เลื่อนชั้น ทำไมไม่คิดแบบนั้นบ้าง ผมพึ่งมาเป็นเทรนนี่ไม่นานเองนะ
                ผมเคยเห็นแบมแบมแค่ครั้งเดียว ตอนที่ผมกำลังรีบไปเข้าคลาสของตัวเอง หมอนั่นน่ะตัวเล็กจริงๆ ถูกล้อมรอบไปด้วยรุ่นพี่มากมาย คุยกันอย่างสนุกสนาน มีพี่ตัวล้ำๆคอยดึงมากอดรัดฟัดเหวี่ยง และมีพี่อีกคนคอยมองตามและดุเบาๆตลอด ทำไมล่ะ ทำไมหมอนั่นเป็นจุดสนใจขนาดนี้ น่าหมั่นไส้จริงๆ
                และแล้ววันที่ผมรอคอยก็มาถึง วันที่ผมได้เข้าคลาสเดียวกับแบมแบม ผมตามหมอนี่ทันแล้วนะ มาอยู่คลาสเดียวกันแล้ว เหอะ เห็นไหมว่าผมพัฒนาเร็วขนาดไหน ทำไมไม่มีใครเห็นจุดนี้บ้าง
                ผมได้มองแบมแบมแบบใกล้ๆ เขาตัวเล็กมากเมื่อเทียบกับผม หมอนี่มันเตี้ยกว่ามาตรฐานไปรึเปล่าหรือไม่ค่อยได้ดื่มนมหรือไง แถมยังผอมมากอีกด้วย ไม่เห็นดูจะมีแรงเต้นได้เลยด้วยซ้ำ เขาพยายามคุยกับผมนะ แต่ทำไงดีล่ะ ผมหมั่นไส้เขาชะมัดเลย ทำไมพี่ๆทุกคนในคลาสถึงคอยมองมาที่แบมแบมตลอด เวลาคนข้างๆผมพูดอะไรขึ้นมาก็ตั้งใจฟัง เวลาครูต้องการอาสาสมัครก็เรียกแบมแบมไป ทำไมทุกคนสนใจแบมแบมล่ะ หมอนี่มันน่าหมั่นไส้จริงๆ
                ผมรู้ว่าตอนนี้ผมกำลังทำตัวไม่มีเหตุผล แบมแบมเต้นเก่ง ผมยอมรับจากที่ดูเขาเต้นในคลาส แต่ผมก็ไม่ชอบอยู่ดีที่ทุกคนสนใจแต่เขา และเขาก็ดูเหมือนชอบที่จะเป็นจุดสนใจ
               



ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย แต่สิ่งที่จะตาย คือเราที่ไม่ยอมรับความจริง...
               



                “ไงมังเน่ยักษ์ มานั่งอยู่คนเดียวตรงนี้ล่ะ” หวังแจ็คสัน พี่ชายที่คอยอยู่ข้างๆ แบมแบมบ่อยๆเดินเข้ามาหาผม ที่นั่งอยู่นิ่งๆหน้ากระจกซ้อมหลังจากฝึกท่าของวันนี้เสร็จ ผมเลือกที่จะส่งเสียงทักทายกลับแต่ไม่ได้ตอบคำถามของเขา
                “นี้ ฉันมาคิดๆดูแล้วนะ” เขาเกริ่นขึ้นมา หลังจากที่ลงมานั่งข้างผมได้สักพัก “ฉันขอโทษสำหรับเรื่องเมื่อวันก่อนด้วย วันนั้นฉันผิดที่พูดอะไรออกไปโดยไม่สนใจนาย ฉันโดนมาร์คว่าเรื่องนิสัยที่พูดไม่คิดแบบนี้บ่อยๆ ฉันก็พยายามกลับตัวอยู่นะ แต่ก็ยังหลุดมาอยู่ดี เฮ้อออ...
                “รุ่นพี่ครับ ผมยะ...
                “เรียก ฮยอง เถอะ รุ่นพี่ดูห่างเหินไปนะ” เขาพูดขัดผมขึ้นมาก่อนที่ผมจะพูดจบ
                “ได้ครับ ฮยอง” ผมตอบรับ อย่างน้อยเขาก็มาขอโทษผมทั้งๆที่มันไม่ใช่ความผิดของเขาซะหน่อย มันเป็นผมเองที่งี่เง่าทำตัวไร้เหตุผล แต่ผมก็ยังสงสัย
                “แจ็คสันฮยองครับ ผมขอถามอะไรได้ไหมครับ
                “ได้สิ มีอะไรก็ถามมาได้เลย” แจ็คสันฮยองดูภูมิใจกับการจะได้ตอบคำถามของเขาจริงๆ แต่ผมเริ่มไม่มั่นใจแล้วล่ะว่าควรถามออกไปไหม
                “ถามมาสิ ฮยองรอฟังอยู่นะ
                “ผม...เอ่อ...คือว่า ผม...
                “...”
                “แบมแบม เป็นคนยังไงเหรอครับ
                “ทำไมถึงถามฮยองแบบนั้นล่ะ
                “ก็ฮยอง สนิทกับแบมแบมนี่นา
                “งั้น...นายคิดว่าแบมแบมเป็นคนยังไงล่ะ
                “ผม..เอ่อ..ผม..
                “พูดมาเถอะน้า บอกความจริงตามที่คิดมาเลย
                “ผะ ผม คิดว่าเขาเป็นเด็กที่ต้องการความสนใจน่ะครับ แล้วก็ชอบให้คนอยู่รอบๆตัว ไม่สนใจใครเท่าไหร่ ไม่สนใจข่าวลืออะไรด้วย” ในที่สุดผมก็พูดสิ่งที่คิดออกไปจนได้ แจ็คสันฮยองเขาจะว่าอะไรผมไหมเนี่ยที่พูดถึงคนสนิทเขาแบบนั้น ผมพึ่งได้เขาเป็นฮยองของผมเองนะ
                “เหรอออ แต่ฮยองคิดว่าที่นายพูดมามันตรงข้ามกันหมดเลยนะ
                “ตรงข้ามยังไงครับ
                “นายก็ลองอยู่ใกล้แบมแบมดูสิเดี๋ยวก็จะรู้เอง เฮ้อออ..นี่ไม่รู้ว่าปล่อยเบบี้ไว้กับมาร์คอย่างงั้นจะเป็นยังไงบ้าง มาร์คยิ่งเนียนๆอยู่” แจ็คสันฮยองพูดทิ้งท้ายไว้อย่างนั้นก่อนที่จะเดินออกไป




ความจริงก็คือความจริง ในที่สุดเราก็ต้องเรียนรู้ที่จะยอมรับความจริง...




                ผมมีเรื่องจะบอกทุกคนครับ คือว่า ตอนนี้ผมกับแบมแบมเราเป็นเพื่อนสนิทกันแล้ว สนิทกันมากๆ เหมือนพี่น้องตามกันมาเลย ตอนนี้เราเดบิวต์แล้วครับ อยู่วงเดียวกัน ชื่อ GOT7 ก็มีมาร์คฮยองกับแจ็คสันฮยองตามมาอยู่ด้วยกันนั้นแหละครับ
                อา...ผมว่าผมควรเล่าย้อนสักนิดก่อนสินะ ว่าทำไมผมกับแบมแบมเราถึงสนิทกันได้ มันเริ่มขึ้นหลังจากวันที่ผมคุยกับแจ็คสันฮยองจบครับ ผมที่เข้าเรียนในคลาสพร้อมกับแบมแบมก็คอยมองคอยดูเขาไปเรื่อย เขาก็ไม่ได้ว่าอะไรผมนะครับ อยู่เฉยๆของเขาไป จะมีที่ชักสีหน้าใส่ผมบ้าง ตอนที่เขาเข้ามาคุยแล้วผมทำเป็นเมินเขาไป จนกระทั่งวันหนึ่งผมตัดสินใจเป็นฝ่ายเริ่มพูดกับเขาก่อน
                “แบมแบม
                “...”
                “ฉันอยากจับคู่เต้นกับนายน่ะ
                “...”
                “...”
                “...ก็เอาสิ
                หลังจากนั้นเราก็ซ้อมเต้นกันทุกวัน พักก็พักพร้อมกัน กินก็กินพร้อมกัน นอนก็นอนพร้อมกัน เรียนก็เรียนพร้อมกัน เราตัวติดกันมาก อาจยกเว้นช่วงที่ผมต้องไปเรียนที่โรงเรียน ส่วนแบมแบมก็เข้าคลาสเรียนภาษาเกาหลีที่ตึกไป
                ผมเห็นอะไรหลายอย่างในตัวของแบมแบมนะ เขาไม่เหมือนกับที่ผมคิดสักนิด เขาชอบการอยู่อย่างสงบคนเดียวมากกว่าอยู่เป็นกลุ่มใหญ่ๆ แต่ก็ใช่ว่าเขาจะลำบากกับการอยู่กับคนเยอะๆนะ เขาพูดคุยเสียงดัง หัวเราะและยิ้มกว้างได้อย่างเป็นธรรมชาติ เขามีเสน่ห์มากจริงๆ ขนาดที่ผมที่อยู่ใกล้ๆเขายังหัวเราะและยิ้มตามไป เราตัวติดกันตลอดจนในที่สุดเราก็กลายเป็นเพื่อนสนิทที่รู้ใจกันที่สุด
                แบมแบมเป็นคนคิดมาก คิดเล็กคิดน้อยและคิดฝังใจกว่าที่ผมคิดเอาไว้ วันหนึ่งเมื่อตอนที่เราสนิทกันแล้ว เขามาพูดกับผมว่าก่อนเจอผมเขารู้สึกแปลกๆ เพราะคนในตึกลือเรื่องของผมเยอะมาก เขากังวลกับการโดนเปรียบเทียบและการที่ผมจะแย่งพวกพี่ที่สนิทไป ผมแปลกใจมากที่ความคิดของเราไม่ต่างกัน ผมบอกเขาไปตามความรู้สึกของผม จบการสนทนาครั้งนั้น พวกเราหัวเราะใส่กันแทบบ้าก่อนจะไปหาข้าวกิน และไม่พูดถึงมันอีกเลย
                ผมไม่แปลกใจเลยที่แบมแบมจะเป็นที่รักของใครหลายคน ที่แม้เขาจะไม่ใช่มังเน่อีกต่อไปแล้ว และผมก็ไม่ใช่แล้วเช่นกัน เพราะสองปีต่อมา เราก็ได้เทรนนี่ใหม่ที่เด็กกว่าพวกเราอีก แต่ทุกคนก็ยังรักและเอ็นดูแบมแบมเสมอ ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่าทำไม แต่ตอนนี้ผมก็กลายเป็นหนึ่งในนั้นแล้วล่ะ
                “นี้ๆ ยูคยอม นายว่าฉันใส่เสื้อตัวนี้กับกางเกงตัวนี้ดีไหมอะ” แบมแบมหันมาถามความเห็นจากผมที่นอนเล่นมือถืออยู่บนเตียง ผมน่ะจัดชุดของผมเสร็จแล้วเหลือแต่แบมแบมนั้นแหละที่ยังไม่เสร็จสักที
                “นายชอบสีสดๆไม่ใช่เหรอ ทำไมจะแต่งดำทั้งตัวล่ะ
                “ก็แจ็คสันฮยองอยากให้ใส่คู่กันนี่นา เสื้อผ้าฉันน้อยจะตาย แถมสีดำก็ไม่ค่อยมี หรือไปเอาของมาร์คฮยองมาใส่ดีล่ะ” แบมแบมทำท่าจะเดินออกไป แต่ผมเรียกไว้ก่อน ผมไม่ค่อยอยากให้เขาไปพาพี่ชายคนสนิททั้งสองคนเท่าไหร่
                “เอาเสื้อโค้ทตัวนี้ของฉันไปใส่ไหมล่ะ คุมทั้งตัวไปเลย ง่ายดี” ผมชี้ไปที่เสื้อที่แขวนอยู่ที่ผนังใกล้กับที่แบมแบมยืนอยู่
                “โอ้วววว ดีเหมือนกัน ขอบใจมาก จริงๆฉันก็เล็งตัวนั้นอยู่นะ แต่ยังไม่ได้ขอนาย นายนี้เป็นเพื่อนที่รู้ใจฉันจริงๆ ยูคยอมมี่ 5555” ว่าจบแบมแบมก็กระโดดลงมาทัยตัวผม ดีที่เตียงของพวกเรานิ่มไม่เหมือนฟูกของฮยองคนอื่นๆ ไม่งั้นเจ็บหลังตายชัก
                “พึ่งรู้หรือไง ว่าฉันเป็นเพื่อนที่ดีขนาดไหนน่ะห๊ะ” เราเล่นกอดรัดกันบนเตียงไปมา ก่อนที่จะแยกย้ายกันเข้านอน เพราะจินยองฮยองที่อยู่ห้องข้างๆ ทนฟังเสียงโวยวายที่ดังเกินไปของพวกเราไม่ไหว จึงเดินมาจับแยก




                ฉันจะเป็นเพื่อนที่ดีของนายเสมอ ถึงแม้ว่าตอนนี้ฉันอาจจะรู้สึกมากกว่าเพื่อนกับนายแล้วก็ตาม B to the A to the M  BAMBAM...
                

end.
--------------------------------------------------

จบแล้วววววววว สำหรับฟิคสั้นเรื่องแรกของ got7 ของแสน
ดีใจมากมาย ประหนึ่งถูกหวย
ดีใจที่มีคนอ่าน และคน fav. แต่ถ้ามีเวลาว่างคอมเม้นต์กันหน่อยน้าาาาา แสนจะได้ปรับปรุงต่อไป อิอิ
เอนจอยรีดดิ้ง ไว้เจอกันคับป๋ม /(^O^)







ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น